โบโรแคล กิฟฟารีน ธาตุอาหารรอง-เสริม

โบโรแคล กิฟฟารีน ธาตุอาหารรอง-เสริม

โบโรแคล กิฟฟารีน ธาตุอาหารรอง-เสริม

โบโรแคล  ประกอบด้วย แคลเซี่ยม 7% ในรูปของแคลเซี่ยมคีเลท และโบรอน 2% เป็นผลิตภัณฑ์ที่แนะนำให้ใช้ทุกครั้งทีมีการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ยาป้องกันกำจัดแมลง ยาป้องกันกำจัดเชื้อราเพราะ….

  1.   พืชต้องการแคลเซี่ยมทุกระยะการเจริญเติบโต และธาตุแมกนีเซี่ยม เป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายในพืช หลังจากเป็นส่วน    ประกอบของเซลล์แล้ว
  2.   โบโรแคล  กระตุ้นการแตกราก  ทำให้รากดุดน้ำและแร่ธาตุจากดินได้มากขึ้น
  3.   โบโรแคล  ทำให้พืชทนแล้ง  เนื่องจากระบบรากหยั่งลึกและมีปริมาณมาก
  4.   โบโรแคล  ทำให้ผนังเซลล์มีความแข็งแรงมาก  สามารถป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรค  โดยเฉพาะเชื้อราได้ดี
  5.   โบโรแคลสามารถป้องกันโรคเชื้อราที่เกิดกับผลผลิต  ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวหรือเก็บเกี่ยวไปแล้วจากเชื้อราได้ดี เช่น       โรคก้นเน่าของมะเขือเทศ  พริกหวาน  โรคราที่เปลือกของผลไม้  ผลจุดของฝรั่ง
  6.   โบโรแคล   เสริมสร้างความแข็งแรงของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย  ความแข็งแรงของรังไข่  แก้ปัญหาการหลุดร่วง
  7.   โบโรแคล   เพิ่มอัตราการเคลื่อนย้ายอาหารจากใบมาที่ผลหรือหัว หรือส่วนผลผลิตที่เก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตมีน้ำหนักดี    รสชาติดี  ทนทานต่อการขนส่ง  และมีอายุหลังการเก็บเกี่ยวได้นาน

*****ใช้โบโรแคลทุกครั้งป้องกันเชื้อรา*****

*****โบโรแคลใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เปิดใจเกษตรกรได้ดี*****

อัตราการใช้    โบโรแคลแนะนำการใช้หลายอัตราขึ้นอยู่กับสภาพของพืชดังนี้

สภาพปกติ  ใช้โบโรแคล 1 ช้อนตวง (5 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน พร้อมปุ๋ยทางใบหรือยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยกเว้นยาฆ่าหญ้า  เพื่อส่งเสริมให้พืชแข็งแรงเติบโตดี มีระบบรากดี  ขั้วดอก-ผล เหนียว  ผลผลิตมีน้ำหนักดี

สภาพผิดปกติ  เมื่อพืชเป็นโรคหรือ เมื่อต้องการให้พืชต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา ใช้ 2 ช้อนตวง (10 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพร้อมยาป้องกันกำจัดเชื้อรา  แต่การฉีดในอัตราสูง 3-4 ช้อนตวง ต่อน้ำ 20 ลิตร  แนะนำให้ฉีดช่วงระยะสั้น ๆ 2-3 ครั้งเท่านั้น  หลังจากนี้ต้องกลับมาฉีดในอัตราปกติ (ไม่เกิน 1-2 ช้อนตวง ต่อน้ำ 20 ลิตร)

เมื่อต้องการให้พืชทนแล้ง  ฉีดพ่นโบโรแคลอัตรา 2 ช้อนตวง (10 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร  พร้อม ๆ กับ ท็อปเอ็น 30-0-0 อัตรา 100 ซี.ซี.  2-3 ครั้ง ทุก 10 วัน

ธาตุอาหารรอง – เสริม  คือกลุ่มธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย ปัจจุบันมักแสดงอาการขาดธาตุเหล่านี้ เนื่องจากดินขาด หรือถ้าดินไม่ขาดแต่เกษตรกรขาดการบำรุงดิน  ทำให้ธาตุเหล่านี้ไม่สามารถถูกปลดปล่อยจากดินได้

สิ่งที่ควรคำนึงถึง

  • ธาตุกลุ่มนี้ ได้แก่  แคลเซี่ยม (Ca)  แม็กนีเซี่ยม (Mg)  กำมะถัน (S)  เหล็ก (Fe)  สังกะสี (Zn)  ทองแดง (Cu)  แมงกานิส(Mn)  โบรอน (B)  โมลิบดินั่ม (Mo)  และคลอลีน (CI)
  • ธาตุเหล่านี้ ถ้าขาดพืชจะเจริญเติบโตผิดปกติ  ถ้าขาดมากพืชจะตาย
  • ควรสังเกตอาการพืชที่ปลุกและจดจำอาการจ่าง ๆ ที่ผิดปกติ เพื่อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ให้ถูกต้อง

 สามารถนำรหัสสมาชิก 37087100 ไปซื้อได้ที่ศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Fanpage : Giffarine Easy
Email : thatsaya1968@gmail.com
โทร. 064-1860236 /คลิ๊ก>> Line id : ts2511

สมัครสมาชิกกิฟฟารีนป้อนข้อมูลที่นี่ค่ะ

Facebook Comments